ปลูกสะตอ เสริมไร่มันสำปะหลัง สร้างรายได้สองทาง มาเรียนรู้วิธีการปลูกฉบับมือใหม่

สวัสดีท่านผู้อ่านที่น่ารักทุ กท่าน ก่อนอื่นแอดมินและทีมงานเพจเกษตรผสมผสานก็ขอขอบคุณที่ท่านผู้อ่านยังคงติดตามผลงานของเราตลอดมา ทางทีมจะคอยนำเสนอเรื่องราวดีๆ ให้ความเพลิดเพลินใจและมีประโยชน์แก่แฟนเพจทั้งหลายให้ท่านได้อ่านอยู่เป็นนิจนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกษตร ธรรมะ ทำบุญ หรือเรื่องราวชีวิตต่างๆเช่นเคยนะคะ ทางทีมงานของฝากคำคมไว้เช่นเคยนะคะ ปริมาณของ “ความสุข” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของ “สิ่งดี ๆ” ที่เราได้รับ แต่อยู่ที่ “มุมมอง” ของเราที่มีต่อ “สิ่งเหล่านั้น” ต่างหาก

สะตอ (Twisted cluster bean) เป็นไม้ตะกูลถั่วที่ชาวใต้นิยมปลูก และนำเมล็ดมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะเมนูผัดต่างๆ รวมถึงนิยมรับประทานกับน้ำพริกเป็นหลัก ทั้งนี้ ราคาสะตอในปัจจุบันประมาณ 200-400 บ าท/100 ฝัก ขึ้นกับฤดูว่ามีฝักสะตอออกสู่ตลาดมากน้อยเพียงใด

ผลสะตอมักเรียกว่าฝักที่มีลักษณะแบนมีทั้งชนิดที่เป็นฝักบิดเป็นเกลียวและชนิดที่แบนตรงฝักย าวประมาณ25-45 เซนติเมตรกว้างประมาณ4-5เซนติเมตรเปลือกฝักอ่อนมีสีเขียวและค่อยเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่ตรงกลางฝักเป็นที่อยู่ของเมล็ดที่เรียงซ้อนกันเป็นตุ่มนูน

เมล็ดมีลักษณะคล้ายหัวแม่มือหรือรูปรีค่อนข้างกลมขนาดเมล็ดทั่วไปกว้างประมาณ2.2-2.5เซนติเมตรย าวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตรเมล็ดอ่อนมีสีเขียวให้รสหวานมันและมีกลิ่นฉุ นและเมื่อแก่จะเริ่มเหลืองและดำในที่สุดทั้งนี้สะตอจะให้ฝักมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

พั น ธุ์สะตอ

พั น ธุ์สะตอที่นิยมรับประทานมี 2 พั น ธุ์ คือสะตอข้าวและสะตอดานแต่แบ่งได้ 3 พั น ธุ์ คือ

1.สะตอข้าว (Figure 1A)

สะตอข้าวมีลักษณะเด่นคือฝักบิดเป็นเกลียวอาจเป็นฝักสั้นหรือย าวความย าวฝักประมาณ30-35เซนติเมตรและกว้างประมาณ3.5-4เซนติเมตรแต่ละช่อมีฝักประมาณ5-20ฝักแต่ละฝักมีจำนวนเมล็ด10-20เมล็ด/ฝัก เนื้อเมล็ดมีกลิ่นไม่ฉุนมากเนื้อกรอบไม่แข็งให้รสหวานมัน หลังจ า กปลูก3-5ปี จึงเริ่มติดฝัก

2.สะตอดาน (Figure 1B)

สะตอดานมีลักษณะเด่น คือฝักจะค่อนข้างแบน และตรง ไม่บิดเป็นเกลียวเหมือนสะตอข้าว ฝักย าวประมาณ 30-35 เซนติเมตร กว้างประมาณ3.8-4.2เซนติเมตร

แต่ละช่อมีฝักประมาณ5-15ฝักจำนวนเมล็ดต่อฝัก10-20เมล็ด เนื้อเมล็ดมีกลิ่นค่อนข้างฉุนและฉุนมากกว่าสะตอข้าว รวมถึงเนื้อเมล็ดมีรสเผ็ดเนื้อค่อนข้างแน่นแน่นมากกว่าสะตอข้าวหลังปลูกแล้ว5-7ปี จึงเริ่มติดฝัก

3.สะตอแตหรือสะตอป่า

สะตอแตหรือสะตอป่าเป็นสะตอที่พบได้ในป่าลึกไม่ค่อยพบต ามสวนหรือต ามบ้านเรือนเพราะไม่นิยมปลูกแต่เชื่อว่าเป็นพั น ธุ์สะตอดั้งเดิมของสะตอข้าวและสะตอดานฝักมีลักษณะเล็กและสั้นเนื้อเมล็ดค่อนข้างแข็งเนื้อให้รสไม่อร่อย

คุณภาพฝักและเมล็ดสะตอที่ดี

1.ฝักมีขนาดใหญ่ เมล็ดนูนเด่นเรียงติดกันสม่ำเสมอและให้เมล็ดจำนวนมาก

2.เปลือกฝักเกลี้ยงมีสีเขียวสดสม่ำเสมอทั่วฝัก

3.เปลือกฝักแข็งไม่นิ่มหรืออ่อนตัวง่าย

4.รูปร่างเมล็ดคล้ายกับหัวแม่มือผิวเมล็ดเต่งตึงมีสีเขียวอ่อน

5.เนื้อเมล็ดไม่แข็งมีกลิ่นฉุ น และให้รสหวานมันต ามพั น ธุ์

การปลูก

หลังจ า กเตรียมหลุมปลูกแล้วให้ใช้จอบขุดดินในหลุมให้มีขนาดพอดีเท่ากับถุงที่ใช้เพาะต้นกล้า กรีดด้านข้างถุงเพาะแล้ววางลงไปในหลุมปลูกใช้ไม้ปักแนบลำต้นผูกเชือกยึดกันลมโยก รดน้ำให้ชุ่มชื้น ทำร่มเงาให้โดยอาจใช้ทางมะพร้าวมามุงหลังคาบังแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 ปี (ทั้งต้นปลูกจ า กต้นเพาะเมล็ดและไว้สำหรับทำต้นตอ)

การให้น้ำ

รดน้ำให้ชุ่มชื้นเสมอ สะตอที่ปลูกใหม่ในปีแรก ควรให้น้ำวันเว้นวันในช่วงหน้าแล้ง เมื่ออายุ2-3ปี ควรให้น้ำ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในช่วงหน้าแล้งควรหาเศษพืชคลุมโคนเพื่อรักษาความชื้นสำหรับต้นสะตอที่ให้ผลแล้วระยะที่ต้องการน้ำมาก คือช่วงระยะออกดอกถึงติดฝักจ นเก็บเกี่ยวได้ในช่วงฤดูฝน ควรเตรียมร่องระบ ายน้ำด้วย

การพรวนดิน

ควรทำตั้งแต่เริ่มปลูกเป็นต้นไป ปีละประมาณ 3 ครั้ง เพื่อช่วยกำจัดวัชพืชและถ่ายเทอากาศในดิน หลังจ า กให้ผลแล้วควรทำการพรวนดินในช่วงก่อนออกดอกและหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

การใส่ปุ๋ย

ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ควรใส่ตั้งแต่เริ่มปลูกอัตรา 1-2 ปี๊บต่อต้นเมื่อให้ผลแล้วควรใส่อัตรา 3-4 ปี๊บต่อต้น โดยใส่หลังจ า กเก็บเกี่ยวแล้วจะทำให้สะตอให้ผลผลิตสม่ำเสมอทุกปี

ปุ๋ยวิทย าศาสตร์ ควรใช้สูตร15-15-15หรือ13-13-21อัตรา0.5กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ใส่ก่อนออกฝักและสำหรับต้นที่ให้ฝักแล้วใช้อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกใส่ก่อนออกดอกและครั้งที่สองใส่หลังจ า กเก็บเกี่ยวผลผลิต จ า กนั้นให้ทำการตัดแต่งกิ่งด้วย ควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วยอัตราการใส่ ควรเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 0.5 กิโลกรัม

การขย ายพั น ธุ์

การขย ายพั น ธุ์ ที่นิยมในปัจจุบัน คือ

1.เพาะเมล็ด

การขย ายพั น ธุ์วิธีนี้ดยเลือกฝักจ า กต้นพันธุ์ที่แก่เต็มที่แล้วแต่ไม่ต้องถึงกับสุกงอมแกะเมล็ด ออกแล้วลอกเยื่อหุ้มเมล็ดออกให้เหลือเนื้อเมล็ดที่มีสีเขียวแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน นำขึ้นจ า กน้ำแล้วนำไปเพาะ ก่อนเพาะควรคลุกสารป้องกันมดกัดกิน เช่น เซฟวิน85 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะต่อ 100 เมล็ด ควรทำการเพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

การเพาะ ใช้ถุงพลาสติกขนาด4×8นิ้ว เจาะก้นถุง2-3รูเพื่อระบ ายน้ำใส่ดินผสมปุ๋ยคอกอัตรา2ต่อ1ลงไปประมาณค่อนถุงนำไปตั้งในเรือนเพาะชำแล้วนำเมล็ดที่เตรียมไว้มาปลูกตรงกลางถุงโดยให้ทางด้านหัวกดลงลึกประมาณ 1 เซนติเมตร เวลางอกลำต้นจะตั้งตรงรดน้ำให้ชุ่มชื้นทุกวันๆ ละ1-2ครั้ง

ภายใน2-3วัน เมล็ดจะเริ่มงอกใส่ปุ๋ยเกล็ดหรือปุ๋ยน้ำบ้างเพื่อเร่งการเจริญเติบโตจ นอายุ 1 ปี จะมีใบออกประมาณ 3-4 ใบ สามารถนำไปปลูกได้ข้อดีวิธีนี้คือปลูกได้รวดเร็วเป็นจำนวนมากข้อเสียมักกลายพั น ธุ์อายุการตกผล 4-7 ปี แล้วแต่ชนิดของพั น ธุ์

การเลือกกิ่งพั น ธุ์ดี

เลือกจ า กต้นที่ให้ผลผลิตสูงออกดอกติดผลเร็วลำต้นแข็งแรงทนทานต่อโ ร คและแมลงเลือกต าบริเวณกิ่งที่ออกฝักแล้วนำไปตัดเป็นท่อนๆ และควรเป็นต าที่ยังตูมอยู่ ซึ่งต า Eยังไม่โผล่ออกมา

การเก็บเกี่ยวฝักสะตอ

สะตอจะเริ่มออกดอก ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไปและจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมใช้ระยะเวลา68-70วัน ทั้งพั น ธุ์สะตอข้าวและสะตอดานเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกอายุ4-7ปี ในต้นหนึ่งๆ จะให้ผลผลิตได้ประมาณ200-300ฝักและจะให้ฝักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีต ามอายุ

ลักษณะฝักที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวได้ มีดังนี้

สีฝักจะมีลักษณะเป็นมันแววสีเขียวเข้มเปลือกบริเวณหุ้มเมล็ดจะนูนเห็นเส้นเยื่อใยเด่นชัดรูปทรงสะดุดต า เปลือกหุ้มเมล็ดเมื่อแกะออกดูด้านในที่บริเวณขั้วของเปลือกจะเห็นเป็นสีส้มเข้มเล็กน้อย

แสดงว่าใช้ได้แล้ว ชิมเมล็ดดูจะพบว่าเมล็ดพั น ธุ์สะตอข้าว จะมีรสชาติมันและค่อนข้างหวานเนื้อเมล็ดค่อนข้างแน่น พั น ธุ์สะตอดานจะมีรสชาติค่อนข้างฉุ น เนื้อเมล็ดแน่นการเก็บเกี่ยวฝักสะตอ มีอยู่ 2 วิธี

ใช้ไม้สอย โดยใช้ไม้ไผ่ลวกย าวประมาณ 5-10 เมตร โดยทำเว้าที่ปลายไม้ำไผ่ในกรณีต้นที่สูงจะขึ้นบนต้นแล้วใช้ส่วนที่เว้าบิดขั้วฝักสะตอแล้วดึงเข้าหาตัวแล้วปล่อยฝักสะตอให้รูดลงต ามเชือกซึ่งผูกโยงระหว่างกิ่งกับหลักไม้ที่พื้นดินลงสู่ด้านล่างโดยจะมีคนคอยรับอยู่ด้านล่างวิธีนี้ทำให้ฝักสะตอช้ำน้อยที่สุด

เจริญเติบโตของฝักสะตอ

ชาวสวนสะตอทั่วไปจะเรียกชื่อการเจริญเติบโตของฝักสะตอแต่ละช่วงดังนี้ จ า กหางช้าง หมายถึงส่วนที่หย่อนออกมาจ า กบริเวณง่ามใบ เข้าตอบ านหมายถึงช่วงเป็นปุ่มสีเหลืองข าเขียดหมายถึงช่วงหลังผสมเกสรแล้ว ดานหมายถึงส่วนที่ยังเป็นลักษณะฝักอ่อนโมนหมายถึงฝักเมล็ดหรือ 1 ช่อ ใช้เวลาประมาณ68-70วัน

การปลูกและดูแลรักษา

สะตอปลูกง่าย เหมือนไม้ยืนต้นชนิดอื่น ๆ แต่เกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชแซมหรือไม้บังร่ม เพราะโตเร็วให้ร่มเงาดีระยะปลูก ควรใช้ระยะ12×12เมตร ใน 1 ไร่ จะปลูกได้ 11 ต้น ในขณะต้นสะตอเล็กสามารถปลูกพืชแซมได้หลุมปลูก ใช้ขนาด1x1x1เมตร ใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟตรองก้นหลุมๆ ละ 1 กระป๋องนมพร้อมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 บุ้งกี๋คลุกเคล้ากันแล้สกลบหลุม ให้เต็ม ฤดูปลูก

ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน คือในราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน การปลูก หลังจ า กเตรียมหลุมปลูกแล้วให้ใช้จอบขุดดินในหลุมให้มีขนาดพอดีเท่ากับถุงที่ใช้เพาะต้นกล้ากรีดด้านข้างถุงเพาะแล้ววางลงไปในหลุมปลูกใช้ไม้ปักแนบลำต้นผูกเชือกยึดกันลมโยก

รดน้ำให้ชุ่มชื้น ทำร่มเงาให้โดยอาจใช้ทางมะพร้าวมามุงหลังคาบังแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 ปี (ทั้งต้นปลูกจ า กต้นเพาะเมล็ดและไว้สำหรับทำต้นตอ)

การให้น้ำ

รดน้ำให้ชุ่มชื้นเสมอ สะตอที่ปลูกใหม่ในปีแรกควรให้น้ำวันเว้นวันในช่วงหน้าแล้ง เมื่ออายุ2-3ปี ควรให้น้ำ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วงหน้าแล้งควรหาเศษพืชคลุมโคนเพื่อรักษาความชื้นสำหรับต้นสะตอที่ให้ผลแล้วระยะที่ต้องการน้ำมาก คือช่วงระยะออกดอกถึงติดฝักจ นเก็บเกี่ยวได้ในช่วงฤดูฝนควรเตรียมร่องระบ ายน้ำด้วย

การพรวนดิน ควรทำตั้งแต่เริ่มปลูกเป็นต้นไป ปีละประมาณ 3 ครั้งเพื่อช่วยกำจัดวัชพืชและถ่ายเทอากาศในดิน หลังจ า กให้ผลแล้วควรทำการพรวนดินในช่วงก่อนออกดอกและหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

การใส่ปุ๋ย

ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักควรใส่ตั้งแต่เริ่มปลูกอัตรา1-2 ปี๊บต่อต้นเมื่อให้ผลแล้วควรใส่อัตรา3-4 ปี๊บต่อต้นโดยใส่หลังจ า กเก็บเกี่ยวแล้วจะทำให้สะตอให้ผลผลิตสม่ำเสมอทุกปี

ปุ๋ยวิทย าศาสตร์ควรใช้สูตร15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อต้นต่อปีใส่ก่อนออกฝักและสำหรับต้นที่ให้ฝักแล้วใช้อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง

โดยครั้งแรกใส่ก่อนออกดอกและครั้งที่สองใส่หลังจ า กเก็บเกี่ยวผลผลิตจ า กนั้นให้ทำการตัดแต่งกิ่งด้วยควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วยอัตราการใส่ควรเพิ่มขึ้นทุกปีปีละประมาณ 0.5 กิโลกรัม

เรียบเรียงโดย เพจเกษตรผสมผสาน

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.